เรื่องเล่าสยองขวัญ จากคนทางบ้าน ประสบการณ์โดยตรง ใครๆที่ฟังถึงกับสยอง !!


เรื่องเล่าสยองขวัญ

เรื่องเล่าสยองขวัญ  ประสบการณ์หลอนๆ ที่น่าสะพรึง !!

วันนี้ พี่พรายมีเรื่องเล่าประสบการณ์หลอนๆ สยองขวัญ จากทางบ้าน มาแชร์ต่อให้กับเพื่อนๆ ได้สัมผัสความหลอนไปพร้อมๆกันนะคะ พร้อมกันรึยังคะ ถ้าพร้อมแล้วเราไปหลอนด้วยกันได้เลยคะ

โดยปกติแล้ว เราไปหาดใหญ่ค่อนข้างบ่อยค่ะ เพราะมีน้องชายเรียนที่มหาลัยชื่อดังในหาดใหญ่ ไปเช้าเย็นกลับบ้าง ไปนอนค้างคืนบ้างแล้วแต่บริบทค่ะ
ซึ่งปกติแล้วครอบครัวเราจะชอบไปนอนโรงแรมๆ นึง เวลาที่ไปหาดใหญ่ แต่ครั้งนั้นเนื่องจากมีเพื่อนเราไปด้วยคนนึง จึงต้องไปพักอีกโรงแรมนึงที่ราคาถูกกว่าซึ่งมี 2 ตึก (ขอสงวนชื่อนะคะ) แถวๆโรงแรมก็มีร้านอาหารค่อนข้างเยอะ โดยพ่อแม่กับน้องชายเรานอนอีกห้องนึงเยื้องๆ ห้องที่เรานอนกับเพื่อนค่ะ ภายในห้องก็จะมีเตียงเดี่ยวสองเตียง ผนังห้องครึ่งบนทาสีเขียวๆ มีโต๊ะกระจก ตู้เสื้อผ้าที่ค่อนข้างเก่า และมีทีวีรุ่นจอนูนสมัยก่อนเล็กๆ แขวนบนผนังค่ะ ซึ่งตั้งแต่เข้าไปในห้องก็รู้สึกหลอนแปลกๆ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร

ทุกครั้งเวลาเราเดินทาง เราจะใส่พระติดตัวไปไหนด้วยเสมอ ทั้งระวังเรื่องการเดินทาง และเราเป็นคนมีเซนส์ค่ะ เคยเจอแบบต่อหน้าแค่ครั้งเดียวตอนเด็กๆ โตมาก็โดนอำบ่อยค่ะ แต่ชอบคิดว่าไม่มีอะไร คิดไปเองตลอด 555 ซึ่งไปหาดใหญ่ครั้งนี้นึกยังไงไม่รู้ ไม่ใส่พระไปค่ะ เพราะวันนั้นใส่เสื้อโชว์คอนิดหน่อย ถ้าเห็นสร้อยพระที่เป็นเชือกคงไม่สวย เลยแขวนไว้กับหิ้งพระที่บ้านค่ะ  กลางวันก็เที่ยวนู่นนี่ปกติตามประสา พอค่ำก็กลับโรงแรมมานอนค่ะ โดยเตียงที่เรานอนจะติดตู้เสื้อผ้า ส่วนเตียงที่เพื่อนเรานอนติดห้องน้ำ เพื่อนเราไม่สบายหัวถึงหมอนก็หลับไปเลยค่ะ ส่วนเราก็ดูทีวีไปเรื่อย ไม่กล้าปิดไฟนอนค่ะ เพราะรู้สึกแปลกๆ ชอบกล จนเวลาหนึ่งก็หลับไป

เหมือนเหตุการณ์จะปกตินะคะ จนเวลาประมาณตี 2-3 ได้ เราไม่แน่ใจ เรารู้สึกมีคนมาเรียกค่ะ เสียงเหมือนน้องผู้ชายที่มหาลัย เสียงมาจากฝั่งซ้ายมือที่ติดตู้เสื้อผ้าค่ะ เราก็กำลังจะลืมตา แต่ปกติเป็นคนมีสติไว เลยเอะใจว่าเรามาหาดใหญ่ ในห้องก็มีแค่เรากับเพื่อนผู้หญิง เลยรู้ว่าไม่ใช่คนแน่ๆ เลยไม่กล้าลืมตาค่ะ และพยายามคิดว่านี่กำลังฝันหรือเรื่องจริง หรือว่าคิดไปเอง ซึ่งช่วงเวลานั้นเหมือนกึ่งหลับกึ่งตื่น จากนั้นเราก็ขยับตัวไม่ได้ ตามสเต็ป และรู้สึกอีดอัดมากๆ เหมือนจะหายใจไม่ทั่วท้องค่ะ ด้วยความที่เราโดนอำมาบ่อย เราจะพยายามนอนให้หลับไปเองโดยไม่คิดอะไร แต่ครั้งนี้มันต่างกัน คือทำยังไงก็ไม่หลับ และยังขยับตัวไม่ได้อยู่แบบนั้น เราเลยนึกในใจว่าอย่ามาระรานกันเลย กลับบ้านแล้วจะไปทำบุญให้ หลังจากนั้นสักแปปนึง เราก็ขยับตัวได้ค่ะ เราเลยลืมตาขึ้นมาพอลืมตาปุ๊บเราก็ขยับตัวไม่ได้อีกและรู้สึกหายใจไม่ออก ที่พีคกว่านั้นคือมีเงาผู้ชายร่างสูงใหญ่นั่งทับบนอกเราอยู่ค่ะ ตอนนั้นกลัวมากก ไม่เคยเจออะไรแบบนี้ แล้วก็มีเสียงผู้ชายเสียงใหญ่ๆ พูดว่า ไม่ต้องทำบุญมาให้ ทำตัวเองให้ดีก็พอ หลังจากนั้นเราก็กลับมาเป็นปกติ ซึ่งตอนนั้นเราใจเต้นแรงมาก มั่นใจว่าไม่ใช่ฝัน ไม่คิดไปเองแน่ๆ ปอดแหกเลยค่ะตอนนั้น รีบไปแย่งเตียงเพื่อนนอน เพราะไม่กล้านอนเตียงคนเดียวแล้ว 555 จากนั้นก็เผลอหลับไปจนเช้าค่ะ

จนตอนนี้เรายังงงอยู่เลยว่าเค้าเป็นใคร ทำไมถึงพูดแบบนั้น หรือเพราะเราคิดไปเอง หรืออะไร แต่ก็เป็นประสบการณ์เดียวที่เจอแล้วจำได้ไม่ลืมเลยค่ะ เลยไม่เคยถอดพระอีกเลย 55555 ใจนึงก็คิดว่าทำอะไรไม่ดีมาโดยไม่รู้ตัวรึเปล่า แต่เราก็ไม่เคยทำอะไรไม่ดีนะคะ ไม่รู้ว่าเป็นเจ้ากรรมนายเวรเรา หรือเป็นอะไรที่อยู่ในห้องนั้นมาก่อนแล้ว แต่หลังจากนั้นเราก็ไม่เคยกลับไปนอนโรงแรมนั้นอีกเลยค่ะ

ที่มา : pantip.com

รูปภาพจาก : www.spokedark.tv

อย่างไรก็ตามสิ่งที่พราย ได้นำมาเล่าให้ทุกคนฟังในวันนี้

ขึ้นอยู่กับความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณ ในการอ่านด้วยนะคะ

สามารถติดตามบทความเรื่องลี้ลับออนไลน์ได้เพิ่มเต็มทางเว็บไซต์  เลขเด็ดออนไลน์  *

 

อัพเดทข่าวหวย ดวงรายวัน เลขเด็ดวันนี้ เลขมงคล ทำนายฝัน คลิกติดตามได้ที่นี่

เรื่องน่าสนใจ

ปริศนา แอเรีย 51 กับความลับที่ยังหาคำตอบไม่ได้

ปริศนา แอเรีย 51 กับความลับที่ยังหาคำตอบไม่ได้ ถ้าจะว่าไปแล้ว ในโลกใบนี้ยังมีสถานที่ลึกลับหรือแปลกประหลาดยังพิสูจน์ไม่ได้ อีกเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นโบราณสถาน หรือดินแดนแห่งตำนานต่าง ๆ แต่สำหรับพื้นที่แห่งหนึ่งซึ่งเรียกว่า “เขตพื้นที่ 51” (Area 51) รวม อยู่ในกฎนี้ไหม มันคืออะไร แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งบิน ลึกลับ (จานบินนั่นแหละ) เชื่อว่าคงเคยได้ยินชื่อนี้กันมาบ้างไม่มากก็น้อย โดยทั่วไปแล้วเราเชื่อกันว่า แอเรีย 51 นี้ เป็นสถานที่ที่ใช้ฝึกและพัฒนาสำหรับโครงการลับที่สุดของทางทหาร โดยเฉพาะ เครื่องบินสอดแนมและเทคโนโลยีทางการบินที่แอบพัฒนากันอยู่ มีข่าวลือ เกี่ยวกับแอเรีย 51 นี้เริ่มมีหนาหูขึ้น จนประชาชนสงสัยว่าจริงๆแล้ว มีอะไรซ่อนอยู่ที่ฐานทัพแห่งนี้ มีประชาชนจำนวนหนึ่งออกมารายงานว่า ได้เห็นวัตถุประหลาดลอยอยู่เหนือฐานทัพ และหลายคนกล่าวว่า กองทัพได้ใช้ฐานทัพนี้ ในการศึกษาจานบินและมนุษย์ต่างดาวที่พวกเขาจับกุมกันมาได้ด้วย เขตพื้นที่ 51 เป็นชื่อเรียกของพื้นที่เขตหวงห้ามของรัฐบาลสหรัฐตั้ งอยู่ ทางเหนือของลาสเวกัสประมาณ 95 ไมล์ และ 13 ไมล์ทางตะวันตก ทางหลวงสายที่ 375 บนถนนกรูมเลค (Grom Lake […]

อาถรรพ์ แมวดำ

อาถรรพ์ แมวดำ  เรื่องเล่าหรือแค่ความเชื่อ “ผิดๆ” แมวดำกับผีนับว่าเป็นเรื่องน่ากลัวคู่กับไสยศาสตร์มาตั้งแต่โบราณ โดยเฉพาะคนไทยที่เชื่อว่าหากงานศพใด มีแมวดำเข้ามาเพ่นพ่าน สมควรไล่ไปให้พ้น เพราะหากเจ้าแมวดำดันมากระโดดข้ามโลงศพ มีหวังแขกแตกตื่นวิ่งไปคนละทางสองทาง เหตุเพราะเป็นการปลุกคนตายให้ฟื้นคืน หากเป็นการฟื้นคืนมาพร้อมลมหายใจ คงไม่มีใครเตลิด แต่เพราะเป็นการเรียกวิญญาณให้หวนคืน แถมฟื้นคืนมาคราวนี้จะมาพร้อมความอาฆาตพยาบาท อาละวาดหลอกหลอนคนอื่น หรือว่าจะมาดีก็ยังไม่รู้ เป็นใครก็ต้องวิ่งไปก่อนตามประสาคนกลัวผี ยิ่งโดยเฉพาะในพิธีงานศพ บรรยากาศวังเวงและเต็มไปด้วยความโศกสลดชวนให้ขนลุกขนพองแล้ว หากมีเจ้าแมวดำกับแววตาลุกโชน พร้อมทั้งส่งเสียงกรีดร้องก้องกังวานทั่วศาลาการเปรียญ ในยามที่ทุกคนต่างตกอยู่ในความนิ่ง ก็ยิ่งชวนให้ขนลุกขนพองสยองกันไปใหญ่ แต่เรื่องแมวดำยังคงเป็นเรื่องลี้ลับในบ้านเรา และประเทศเพื่อนบ้านอีกหลายๆ ประเทศ อย่างในตำนานเก่าแกของอินเดียโบราณ เชื่อกันว่าแมวดำเป็นสัตว์ผี อันเป็นพาหนะของ”พระษัษฐี”ซึ่งคนอินเดียรู้จักกันดีว่าเป็นเทวีแห่งความตาย ของทารก หรือผีแม่ซึ่งประจำตัวเด็กนั่นเอง ว่ากันว่าหากใครเห็นแมวดำที่ไหนในทุกวันที่ 6 มักจะเห็น”พระษัษฐี”ปรากฎกายอยู่ ณ ที่นั่น ซึ่งหมายถึงว่าจะมีเด็กหรือมีคนตายที่นั่นด้วยเช่นกัน มาถึงพิธีศพ ชาวอินเดียจะขับไล่แมวดำที่มาป้วนเปี้ยนออกไป และถ้าหากบังเอิญแมวดำไปโดนศพเข้า ก็เชื่อกันว่าจะกลายเป็นรอยมลทินกับศพนั้นๆไปตลอด นี่คือความเชื่อของชาวอินเดีย ต่อมาเป็นความเชื่อของชาวจีน เชื่อกันว่าหากแมวดำข้ามศพ ศพนั้นจะฟื้นคืนชีพและกลายเป็นผีที่ดุร้าย ซึ่งก็ไม่ต่างจากไทย แต่ที่พิเศษกว่าคือ ต้องเอากรรไกรหรือเหล็กวางไว้บนอกศพ เพื่อเป็นเหมือนตัวการสะกดวิญญาณ ไม่ให้ลุกขึ้นมาเกี้ยวกราด และวิธีการนำกรรไกรมาวางไว้บนอกนั้น ก็ยังพบเห็นในงานพิธีศพของชาวมลายูด้วย   ขอขอบคุณ ข้อมูลและรูปภาพจาก : www.tnews.co.th , horoscope.thaiza.com […]

ตำนานศาลเจ้าพ่อเสือ เรื่องเล่าจากอดีต สู่ปัจจุบัน

ตำนานศาลเจ้าพ่อเสือ เรื่องเล่าจากอดีต สู่ปัจจุบัน ศาลเจ้าพ่อเสือเดิม มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ปีที่ก่อสร้างตรงกับ พ.ศ. 2377 มีความเกี่ยวเนื่องกับวัดมหรรณพาราม ตามตำนานที่ได้เล่าขานเรื่องของ เจ้าพ่อเสือเล่ากันว่า ยายผ่องและนายสอน สองแม่ลูกที่มีชีวิตลำบาก ด้วยความยากจนทุกๆวันนายสอนจะต้องเข้าป่า ไปเก็บของป่ากลับมาให้มารดาเสมอ วันหนึ่งนายสอนได้ออกหาของป่าเหมือนทุกวันๆ แต่วันนี้ของกลับหายากจึงต้องเดินลึกเข้าไปในป่า เขาได้พบกับซากกวางพึ่งตายใหม่ๆ เขารู้ได้ทันทีว่าจะต้องมีเสือผู้เป็นเจ้าของซากกวางอยู่บริเวณนี้เป็นแน่ แต่ด้วยความกตัญญู นายสอนได้รำลึกถึงมารดา เขาอยากให้มารดาได้รับประทานเนื้อกวางนี้ จึงได้เข้าไปตัดเนื้อกวาง ตัดมาได้ก้อนหนึ่ง ซึ่งใน ขณะนั้น เสือที่ซุ่มอยู่ ได้กระโจนเข้ามากัดนายสอน จนสาหัส ขย้ำจนได้แขนของนายสอนไปข้างหนึ่ง นายสอนด้วยการป้องกันตัวจึึงได้ใช้มีด แทงไปที่หน้าผากของเสือตัวนั้นจนสาหัสเช่นกันและกระโจนจากไป หลังจากนายสอนหนีลงไปซ่อนตัวในหนองน้ำแล้ว นายสอนจึงค่อยตะเกียกตะกายกลับไปหามารดา แม้จะบาดเจ็บสาหัสแต่ด้วยใจที่รำลึกถึงมารดา เขาได้พาตัวเองกลับมาถึงบ้านได้ เมื่อยายผ่องผู้เป็นมารดาเห็นสภาพบุตรชาย จึงรีบถลาเข้ามา นายสอนเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟังจากนั้นไม่นานจึงสิ้นใจ ยายผ่องโศกเศร้าเสียใจเป็นอย่างมากได้นำเรื่องไปแจ้งแก้นายอำเภอเพื่อให้ช่วยตามเสือร้ายนั้นมาลงโทษ นายอำเภอเห็นใจและรวมตัวกับปลัดไปออกตามหาเสือร้ายตัวนั้น หาเท่าใดๆก็ไม่พบ ปลัดจึงไปยังวัดมหรรณพาราม ไปอธิษฐานหลวงพ่อบุญฤทธิ์ และหลวงพ่อพระร่วง (พระประธานใหญ่ในวัดมหรรณพาราม )หลังจากนั้นไม่นานนัก ด้วยแรงอธิษฐานแล้วเห็นอาการของเสือไม่มีร่องรอยแห่งความดุร้ายเหลืออยู่เลย มันทำตาริบหรี่คล้ายกลับยอมให้จับโดยดี เมื่อจับเสือได้ จึงนำตัวมันมาตัดสินประหารชีวิตมัน เสือตัวนี้มิได้ขัดขืนแต่อย่างใดแถมยังแสดงอาการ รับรู้รับฟังคำตัดสินแต่โดยดี […]

กฎแห่งกรรม มีอยู่จริง ” ใครก็หนีไม่ได้ “

กฎแห่งกรรม มีอยู่จริง “ใครก็หนีไม่ได้” เร็วช้าก็ต้องเจอ มนุษย์เราทุกคนเกิดมาพร้อมกับความเชื่อ และความศรัทราในหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา ที่ว่าด้วยเรื่องกฏแห่งกรรม และประโยคที่ว่า “กรรมตามสนอง” นี้เรามักได้ยินบ่อยๆตั้งแต่จำความได้ ทว่า เราอาจจะไม่เคยมองเห็นว่า กรรม นั้นคืออะไร และจะมาในรูปแบบไหน แต่สิ่งที่เราควรตระหนักรู้ก็คือ กรรมไม่เคยละเว้นใคร ไม่ว่ากรรมนั้น จะเป็นบุญหรือบาป เรื่องของกฎแห่งกรรมนั้น พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้มากมายในพระไตรปิฎก ถึงที่มาที่ไป เพราะเหตุใดถึงต้องมีชะตาชีวิตแบบนี้ การที่พระพุทธองค์นำมาแสดงไว้ เพื่อให้เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายได้ตระหนักถึงผลของกรรม หรือผลของการกระทำ จะได้ระมัดระวังในการดำรงชีวิต ไม่ไปทำผิดแบบนั้นอีก เพราะผลที่ออกมาก็จะต้องทำให้ชีวิตทนทุกข์ทรมานกันอีกนับไม่ถ้วน กฏแห่งกรรม ทำดี “ย่อม” ได้ดี ทำชั่ว “ย่อม” ได้ชั่ว เราทำกรรมชนิดใดเราก็ได้ผลของกรรมชนิดนั้น ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว นี่คือกฎของกรรม เป็นหลักการกว้างๆ ที่เราจะต้องจำเอาไว้ว่า หว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น เรื่องของกฎแห่งกรรมไม่ได้นำมาแสดงให้กลัวจนยอมจำนนต่อกรรมแต่เพื่อให้เราเปลี่ยนแปลงไปในทางดีขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพและเพื่อเปลี่ยนโชคชะตาชีวิตให้ดีขึ้นด้วยมือตัวเอง หลักการสำคัญที่เราชาวพุทธทั้งหลายควรตะหนักก็คือ การอยู่ในกาลปัจจุบัน อยู่กับกรรมในปัจจุบันมิใช่ไปยืดติดกับกรรมเก่าในอดีต ไปยอมจำนนต่อกรรมเก่าจนไม่กล้า ไม่คิดที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองหรือเปลี่ยนกรรมในปัจจุบันให้ดีขึ้น พร้อมรู้จักระงับกรรมไม่ดีมากมายที่ไม่ควรทำ อันชีวิตของเรานั้น มาจากกรรมลิขิตทั้งสิ้น ไม่ได้มาจากอำนาจอื่นใด […]