เราควรจะกดสิวหรือไม่ ? พร้อมเคล็ดลับการดูแลผิวหลังกดสิวอย่างถูกวิธี !!

เราควรจะกดสิวหรือไม่ ?

เราควรจะกดสิวหรือไม่ ?

 

หลายคนอาจเคยได้ยินคำถามที่ว่า กดสิวเองดีไหม วันนี้ เลขเด็ดออนไลน์ จะไขข้อสงสัย? กดสิวกับหมอต่างกันยังไง เพราะทุกวันนี้มีคลินิกรับกดสิวอยู่มากมาย แถมอุปกรณ์กดสิวด้วยตัวเองก็ยังมีขายทั่วไป ทั้งที่ใครๆ ต่างบอกว่าการกดสิวไม่ดีต่อผิวพรรณเรา ถ้าอย่างนั้นเราควรจะกดสิวอยู่หรือไม่ ?

 

 

คนที่เคยเป็นหรือกำลังเผชิญปัญหาสิวอยู่ในขณะนี้ คงจะได้ยินคำเตือนว่าห้ามกดสิว, บีบสิวเองอยู่หลายครั้ง ควรปล่อยให้ยุบไปเองจะดีกว่า เนื่องจากการบีบ, การกด อาจก่อให้เกิดรอยแผลเป็นบนผิวหน้าได้ หรือบางครั้งถึงขั้นเป็นหลุมเลยด้วยซ้ำ แต่ทำไมถึงได้มีคลินิกรับกดสิวโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเต็มไปหมด แม้แต่ที่กดสิวแบบแท่งซึ่งเรานำมากดสิวด้วยตัวเองก็มีขายอยู่หลายที่ แล้วผิวหน้าของเราจะยังพังเหมือนตอนใช้มือบีบหรือไม่ อุปกรณ์กดสิวของหมอกับอุปกรณ์ในท้องตลาดต่างกันอย่างไร วันนี้กระปุกดอทคอมจะมาช่วยสาวๆ ไขข้อข้องใจนี้กันว่ากดสิวเองดีไหม กดสิวกับหมอต่างกันยังไง พร้อมทั้งเคล็ดลับการดูแลผิวหลังกดสิวอย่างถูกวิธีด้วยค่ะ

 

กดสิวเองดีไหม สิวแบบไหนถึงกดออกไปได้

จริงๆ แล้วการกดสิวไม่เป็นผลดีต่อผิวพรรณนักด้วยขั้นตอนและอุปกรณ์ที่เราใช้อาจไม่มีความสะอาดมากพอ จนเชื้อแบคทีเรียกลับเข้าสู่แผลกดสิวนั้นอีกครั้งและเกิดการอักเสบในที่สุด ยิ่งถ้าเรากดสิวช่วงที่เพิ่งขึ้นใหม่ๆ ในขณะที่หัวของมันยังฝังลึกอยู่ แผลเป็นจากการกดนั้นจะรักษายากมากจนถึงขั้นเป็นหลุมเลยทีเดียว แต่ใช่ว่าเราจะไม่สามารถกดสิวด้วยตัวเองได้ เพียงแค่ต้องอดใจรอสักพัก จนกว่าสิวนั้นจะหายจากขั้นอักเสบสีแดงมาสู่ขั้นสุกเป็นหัวสีขาวเสียก่อนจึงจะบีบด้วยตัวเองได้ ที่เป็นอย่างนั้นเพราะสิวที่สุกแล้วจะไม่ฝังรากลึกลงบนผิว อีกทั้งแบคทีเรียในหัวสิวสีขาวได้ตายไปจนหมดแล้ว รอเพียงการแห้งและหลุดลอกออกไปเท่านั้น นอกจากนี้สิวอุดตันอีกชนิดหนึ่งที่เราเรียกกันติดปากว่า “สิวหัวดำ” ก็สามารถกดออกเองได้เช่นกัน ทั้งนี้จะต้องใช้วิธีการกดสิวที่ถูกต้องเท่านั้นนะ

 

 

กดสิวแบบถูกวิธีด้วยตัวเอง หมดปัญหาผิวอักเสบกวนใจ

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น สิวที่สามารถกดออกได้ด้วยตัวเองต้องเป็นสิวหัวดำและสิวที่สุกจนเป็นสีขาวแล้วเท่านั้น ถ้ามีสิวตามเงื่อนไขนี้ก็เตรียมตัวกดเองได้เลยค่ะ เริ่มจากจัดหาอุปกรณ์ที่ใช้ในการกดสิว ประกอบไปด้วย “แท่งกดสิว” กับ “เข็มสะกิดหัวสิว” ที่ผ่านการล้างและเช็ดด้วยแอลกอฮอล์มาอย่างดีแล้ว ต่อมาเอาสำลีชุบแอลกอฮอล์นำมาเช็ดหัวสิวที่ต้องการกด จากนั้นใช้ปลายเข็มสะกิดอย่างเบามือลงบนหัวสิว หากสะกิดแล้วไม่มีหนองออกมาก็ควรหยุดทันทีห้ามสะกิดต่อเด็ดขาด เพราะหัวสิวนั้นยังสุกไม่เต็มที่อาจทำให้เกิดแผลเป็นลึกได้ แต่ถ้าสะกิดแล้วมีหนองไหลออกมาให้ใช้ที่กดสิวลักษณะเป็นหัววงกลมเล็กๆ กดลงไปตรงหัวสิวจนกว่าหนองจะไหลออกมาหมด แผลจะช้ำมากน้อยอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับน้ำหนักมือของเราเอง แนะนำว่าควรทำทุกขั้นตอนอย่างเบามือที่สุดเพื่อให้แผลไม่กินบริเวณกว้างและช้ำเกินไป

 

ในกรณีที่ไม่มีอุปกรณ์กดสิว แต่ก็รำคาญใจกับสิวหัวขาวที่สุกแต่ไม่ยอมแห้งและสิวหัวดำที่ขึ้นอยู่บนหน้าเรา การใช้มือบีบออกยังพอช่วยได้ค่ะ เริ่มจากตัดเล็บให้สั้นกุดไม่มีสิ่งสกปรกในเล็บเหลืออยู่ ล้างมือและใบหน้าให้สะอาดด้วยน้ำอุ่น แต่ทางที่ดีควรสวมถุงมืออนามัยเพื่อป้องกันสิ่งสกปรกจะดีกว่า จากนั้นก็ใช้มือบีบสิวที่สุกแล้วออกไป เอาแค่หนองออกหมดพอนะคะระวังอย่าให้มีเลือดออก ปิดท้ายด้วยการทำความสะอาดใบหน้าและมือให้สะอาดค่ะ

 

กดสิวกับหมอต่างจากกดสิวเองยังไง

การกดสิวกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหากเป็นสิวอุดตันทั้งหัวขาว หรือหัวดำวิธีการกดก็ไม่ต่างจากที่เรากดด้วยตัวเองมากนัก เพียงแค่ในคลินิกจะมีอุปกรณ์และสถานที่ที่สะอาดกว่า และหากมีสิวชนิดอื่นที่อักเสบจนไม่สามารถกดออกได้ ก็จะมีการฉีดยาเข้าไปเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียในสิวโดยตรง ซึ่งวิธีการนี้เราไม่สามารถทำเองได้ เพราะฉะนั้นถ้ามีสิวที่สุกแล้ว และไม่อยากเสียเงินมากมายก็สามารถกดเองได้ตามวิธีกดสิวที่ได้แนะนำไปข้างต้น แต่หากไม่สะดวกใจอยากกดสิวแบบสะอาดทั้งสถานที่และอุปกรณ์ หรือไม่ก็มีสิวอักเสบชนิดอื่นๆ ที่ไม่สามารถกดออกเองได้ ควรไปพบแพทย์ที่คลินิกผิวหนังให้ช่วยกำจัดสิวเม็ดนั้นจะดีกว่า

 

เราควรจะกดสิวหรือไม่ ?

 

วิธีดูแลผิวหลังกดสิว จากหน้าพังให้ดูปังกว่าเดิม

หลังจากกดสิวแล้วควรใช้โฟมล้างหน้าทำความสะอาดผิวในทันที และเพิ่มความชุ่มชื้นด้วยครีมที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ อย่าลืมนะคะถึงแม้ว่าเราจะมีผิวมัน แต่การล้างหน้าด้วยโฟมจะทำให้ผิวหน้าแห้งตึงได้ การเติมมอยส์เจอไรเซอร์จึงเป็นเรื่องสำคัญไม่ว่าคุณจะมีสภาพผิวใดก็ตาม อีกทั้งความชุ่มชื้นจะช่วยให้แผลเป็นจางเร็วขึ้นด้วย ถ้าต้องการให้รอยแผลหายเร็วขึ้นควรใช้ยา Salicylic Acid ชนิดครีม ความเข้มข้นประมาณ 0.5-2 เปอร์เซ็นต์ ทาลงบางๆ บนผิววันละ 1-3 ครั้ง จนกว่าจะมีการผลัดเซลล์ผิวใหม่ ระหว่างนี้ห้ามไปแกะหรือเอามือไปยุ่งบนใบหน้าเด็ดขาดเพื่อที่สิวจะได้ไม่กลับมาเยือนอีกครั้ง

จะเห็นได้ว่าการกดสิวด้วยตัวเองรวมไปถึงการดูแลผิวหลังกดสิวอย่างถูกวิธีนั้น ช่างเป็นเรื่องที่ยุ่งยากเสียเหลือเกิน รู้อย่างนี้แล้วต้องรักษาผิวหน้าเราให้ดีๆ เลยนะคะสาวๆ แต่ละวันก่อนเข้านอนควรล้างหน้าให้สะอาด ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ก่อให้เกิดสิว เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องมาเสียเวลากดสิวให้เหนื่อยและเจ็บตัวแล้ว

 

 

ติดตามอ่านความเชื่อ และคำทำนายแม่นๆแบบนี้ได้ใหม่ที่ www.lekdedonline.com

 

เลขเด็ดออนไลน์ ตรวจผลหวยรัฐบาล หวยลาว หวยฮานอย หวยมาเลย์ แนวทางหวย รวบรวมทุกอย่างครบจบในเว็บเดียวเพื่อความสะดวกสบาย และยังมี วิธีการขอหวย สถานที่ขอหวยที่ศักดิ์สิทธิ์ในประเทศไทยรวบรวมมให้ผู้ที่สนใจได้เข้ามาอ่านศึกษากันอย่างครบครัน แนวทางที่ทางเว็บเรานำมาแบ่งปันให้คนรักหวยได้ชม.

*** ดวงรายวัน เลขเด็ดมงคล เลขมงคล เลขเสี่ยงทาย ดูดวงจากตัวเลข ทำนายฝัน ***

ต้องที่นี่ >>> เลขเด็ดออนไลน์ <<<

 

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : gangbeauty

ภาพจาก : pxhere.com

เรื่องน่าสนใจ

เปิดตำนานความเชื่อ ยักษ์แบกเสา บนถนนวิภาวดีรังสิต

เปิดตำนานความเชื่อ ยักษ์แบกเสา บนถนนวิภาวดีรังสิต

เปิดตำนานความเชื่อ ยักษ์แบกเสา บนถนนวิภาวดีรังสิต   บทความนี้ ทางเลขเด็ดออนไลน์ ได้นำข้อมูลเกี่ยวกับความเชื่อ มาให้อ่านกัน ยักษ์แบกเสา หลายคนที่สัญจรไปมาต้องเคยเห็น ยักษ์แบกสะพาน บนถนนวิภาวดี ยักษ์แบกเสาทางด่วน ใครเคยสังเกตเห็น ยักษ์แบกเสาโทลเวย์ หรือ ยักษ์บนถนนวิภาวดีรังสิต บ้างไหม บางคนอาจจะเคยรู้ที่มาของเสาแปลกๆ 2 ต้นนี้มาบาง แต่บางคนอาจจะยังไม่เคยทราบว่าแท้จริงแล้ว เพราะทางด่วนแห่งนี้เคยมี อาถรรพ์ ถึงขั้นต้อง สร้างยักษ์สองตน นี้ขึ้นมาเพื่อเป็น ตำนาน     เรื่องเล่า มีอยู่ว่าตอนสร้าง ดอนเมืองโทย์เวย์ อยู่ในสภาวะขาดทุน ไม่มีคนขึ้นจึงมีคนแนะนำให้ปั้น รูปยักษ์แบกถนน ไว้ เดิมอยู่ตรงฝั่งตรงข้ามการบินไทยแต่ถูกร้องเรียนมาว่า ทำให้เกิดอุบัติเหตุ ทำให้เสียชีวิตบ่อย เขาเลยย้ายไปไว้ตรงที่ก่อนข้ามแยกเซ็นทรัลลาดพร้าวแทน เรื่องราวอาถรรพ์สุดสยองนี้เกิดขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2535 ที่เริ่มมีการก่อสร้างดอนเมืองโทลเวย์ขึ้น ซึ่งในระหว่างการก่อสร้าง เกิดอุปสรรคขึ้นมากมาย ไม่ราบรื่น ติดขัด จนกระทั่งช่วงที่จะทำการยกเสาต้นนี้ขึ้น ก็เกิดอุปสรรค์ขึ้นอีก ทำอย่างไรก็ยกเสาต้นนี้ไม่ขึ้น     พอสร้างมาถึงแยกลาดพร้าว ต้องสร้างทางยกกระดับเหินข้ามแยกลาดพร้าว แต่สร้างเสาและคานได้ไม่กี่วันก็พังลงมาทับคนตาย ซึ่งเกิดเหตุการณ์แบบนี้อยู่หลายครั้ง ทั้งที่ทำถูกต้องตามหลักวิศวกรรมทุกประการก็ยังไม่ดีขึ้น โดยเจอเหตุการณ์ทั้งคานถล่มสร้างต่อไม่ได้ มีคนงานเสียชีวิตจำนวนมาก เสาก็ยกขึ้นไม่ได้ซะอย่างนั้น แยกอื่นไม่มีปัญหาอะไรยกเว้นแยกลาดพร้าว จึงมีผู้แนะนำให้ปั้นรูป ยักษ์ แบกถนนไว้ที่เสาเพื่อแก้เคล็ด เมื่อมีผู้แนะนำเช่นนั้น ต่อมาทางโครงการได้ขอให้ กรมศิลปากร ช่วยปั้นยักษ์สองตนนี้ขึ้นมา โดยการแกะสลัก ยักษ์ทำท่าแบกเสา ปรากฏว่าเกิดเรื่องเหลือเชื่อขึ้นอย่างมาก เพราะเมื่อ แกะสลักรูปยักษ์ เสร็จ เสาต้นนั้นก็ยกขึ้นอย่างง่ายดาย และสถานะการเงินของโครงการดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ผู้คนต่างใช้งานทางด่วนแห่งนี้มากขึ้น และไม่ค่อยมีอุบัติเหตุอย่างเมื่อก่อนและใน ปัจจุบันยักษ์แบกเสา ก็ยังคงอยู่ที่เดิม […]

ความเชื่อโบราณ สวยด้วยบุญ !! วิธีทำบุญเสริมดวงเรื่องความรัก

ความเชื่อโบราณ สวยด้วยบุญ !! วิธีทำบุญเสริมดวงเรื่องความรัก

ความเชื่อโบราณ สวยด้วยบุญ !! วิธีทำบุญเสริมดวงเรื่องความรัก   วันนี้ ทางเลขเด็ดออนไลน์ ได้นำเรื่องราวความเชื่อ ที่สืบทอดกันตั้งแต่โบราณ มาฝากกัน คุณรู้ไหมว่าเรื่องปัญหาความรัก การคบชู้ รักไม่สมหวังคือเคราะห์กรรมที่ติดตามตัวคุณมาตั้งแต่ปางก่อน ใครอยากทำบุญตรงกับสภาพกรรมความรักประจำตน ควรเลือกวีธีทำบุญเสริมดวงเรื่องความรักแบบใด        รูปร่างอัปลักษณ์ไร้เสน่ห์ สาวใดคงรับกับสภาพกรรมประจำตนเรื่องความขี้เหร่ไม่ได้ เพราะแต่ปางก่อนเคยยุแหย่ให้คนที่เคยรักกันเลิกรากัน ผลกรรมจะทำให้รูปร่างไม่ต้องตาชาย ไม่มีเสน่ห์ ชายใดพบไม่สบตา บางคนอายุมากแล้วแต่ยังหาคนรักไม่ได้ ลองเลือกพระพุทธรูปปางประจำวันกำเนิดตนเองขนาดตั้งแต่เจ็ดนิ้วขึ้นไปทำบุญสังฆทานออกพรรษา ทอดกฐิน อานิสงส์ที่ได้จะทำให้คุณรูปงาม มีความโดดเด่นท่ามกลางฝูงชน เชื่อว่าคุณสาว ๆ ที่ยังโสดจะเริ่มมีชายหมายตา        อาภัพไร้คู่ สาวใดที่ยังหาคู่ไม่ได้ มีเกณฑ์ดวงว่าจะขึ้นคาน เพราะสาวเคยสาบานไว้กับคนรักว่าจะรักกันแต่ผิดคำสาบาน คนโบราณว่าส่งผลให้รับกรรมจนไร้คู่เชยชม          คนรักมีชู้ นอกใจ สภาพกรรมประจำตนผู้ใดที่จะต้องมีเรื่องทะเลาะตามหึงหวง ไม่ค่อยมีความสุขมีแต่เรื่องทุกข์ร้อนมาให้ปวดหัวอยู่ร่ำไป เพราะแต่ปางก่อนเคยไปแย่งคนรักคนอื่นมาครอง เคยไปทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ไปใส่ร้ายป้ายสี ควรนำร่มเป็นสังฆทานอานิสงส์ที่ได้จะทำให้คุณ ร่มเย็น ไม่ทุกข์ร้อนใจ  โรคผิวหนังผิวพรรณ ไม่สวย คือสภาพกรรมผู้ที่ปางก่อนชอบทำความสกปรกแก่วัด ลานวัด ศาลเจ้า […]

แต่งไทยห้ามพลาด !! ความเชื่อต้องรู้และข้าวของต้องเตรียมใน พิธีปูเตียงเรียงหมอน พิธีส่งตัว เข้าหอ

แต่งไทยห้ามพลาด !! ความเชื่อต้องรู้และข้าวของต้องเตรียมใน พิธีปูเตียงเรียงหมอน พิธีส่งตัว เข้าหอ

ความเชื่อต้องรู้และข้าวของต้องเตรียมใน พิธีปูเตียง     ถ้าพูดถึงพิธีสุดท้ายของงานแต่งงานตามธรรมเนียมประเพณีไทย ซึ่งเป็นพิธีที่คู่บ่าวสาวจะได้เริ่มต้นครองคู่และกินอยู่หลับนอนในบ้านเดียวกันไปจนแก่เฒ่า ก็คือ พิธีปูที่นอนเรียงหมอน หรือ พิธีปูเตียงเรียงหมอน ผู้จะมาทำหน้าที่ทำพิธีปูที่นอนเรียงหมอน ต้องเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้ชีวิตครองคู่กันมายั่งยืน เช่น คุณลุงกับคุณป้าที่มีความสุขในการครองเรือนอยู่ด้วยกันอย่างผาสุก โบราณเชื่อว่า คู่บ่าวสาวใดที่เนรคุณท่านทั้งสองนี้ชีวิตคู่จะไม่มีความสุข บ่าวสาวจึงมักเลือกผู้ใหญ่ที่เป็นญาติห่างๆ ซึ่งแทบจะไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้ง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเรื่องไม่ดีกับชีวิตคู่ของตน   พิธีปูที่นอนเรียงหมอน เริ่มด้วยการนำสิ่งของที่เตรียมไว้มาวางรวมกับดอกรัก ดอกบานไม่รู้โรย หรือดอกไม้ที่มีชื่อเป็นมงคลบนที่นอน เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม เจ้าพิธี (ผู้นำพิธี) จะเริ่มปูที่นอน โดยเริ่มจากผู้ที่ทำพิธีขึ้นไปนั่งเคียงกันบนที่นอน เรียกว่า “ฤกษ์เรียงหมอน” ไหว้พระสวดมนต์สักครู่ เสร็จแล้วลงนอนเคียงกัน ให้พรบ่าวสาว เช่น “ที่นอนน่านอน ใครนอนเห็นจะอยู่เย็นเป็นสุขสบาย อายุยืนนะ” แล้วจึงพรมน้ำมนต์พร้อมกับให้ศีลให้พรและโปรยข้าวตอกลงบนที่นอน จากนั้นหลับตานิ่งๆ เหมือนหลับอยู่สักพักก็ลุกจากเตียงเป็นอันเสร็จพิธี หลังจากนั้นเจ้าสาวไหว้เจ้าบ่าว ผู้ใหญ่กล่าวฝากฝังให้ทั้งสองรักกันอย่างมั่นคง แล้วจึงจัดแจงวางหมอนหนุนศีรษะ ซึ่งผู้ชายต้องนอนทางขวาและผู้หญิงต้องนอนทางซ้ายจากนั้นก็ปล่อยให้บ่าวสาวอยู่กันภายในห้องเพียงลำพัง   ทำไมหญิงต้องนอนซ้าย ชายต้องนอนขวา สืบเนื่องจาก ในอดีตที่ยังมีการรบพุ่งกันอยู่ ฝ่ายชายเป็นผู้ถือดาบออกรบ ส่วนฝ่ายหญิงอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน เมื่อถึงคราวต้องปกป้อง ผู้ชายจะได้ใช้มือซ้ายจับมือผู้หญิงหลบอยู่ด้านหลัง โดยถือดาบฟาดฟันศัตรูนั้นเอง   สิ่งของที่ใช้ในพิธีปูที่นอนเรียงหมอน หินบดยา […]

8 สมุนไพรไทย มีสรรพคุณบำรุงรากฟันให้แข็งแรง แก้ปวดฟัน-ป้องกันฟันผุ !!

8 สมุนไพรไทย มีสรรพคุณบำรุงรากฟันให้แข็งแรง   ใครที่มีปัญหาปวดฟันเป็นประจำ ทานยาก็แล้วแต่อาการก็ยังคงกลับมาปวดอยู่ วันนี้ เลขเด็ดออนไลน์ จึงมาแนะนำสมุนไพรไทยที่จะช่วยบำรุงฟันให้แข็งแรง ทั้งยังสามารถแก้อาการปวดฟันได้ด้วยนะ     1. ว่านหางจระเข้ มีสรรพคุณในการทำลายเชื้อโรคและสลายพิษ (neutralization) ของเชื้อโรค โดยหั่นว่านหางจระเข้เป็นชิ้นๆ ความยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร ล้างยางออกให้หมด เหน็บไว้ที่ซอกฟัน ใช้ฟันขบให้อยู่บริเวณที่ปวดหรือใช้ไม้พันสำลีจุ่มน้ำวุ้นว่านหางจระเข้ ป้ายตรงบริเวณที่ปวด จะช่วยบรรเทาอาการได้ชั่วคราว 2. น้ำมันละหุ่ง ทาน้ำมันละหุ่งบริเวณแก้มข้างที่ปวดฟัน และใช้พลาสเตอร์ยาปิดไว้ แล้วใช้ผ้าขนหนูอุ่นๆ หรือแผ่นประคบบริเวณที่มีอาการปวด จากนั้น นอนพักอย่างน้อย 20 นาที น้ำมันละหุ่งมีสรรพคุณในการระงับปวดได้ดี โดยจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดที่ไปคั่งอยู่กับเชื้อจุลินทรีย์ในกรณีที่เกิดการติดเชื้อหรือกับสารที่ทำให้เกิดอาการปวด เช่นไซโทไคเนส (cytokines) ในกรณีที่ปวดรากฟัน   3. น้ำมันกานพลู มีสรรพคุณในการรักษาอาการปวดฟันได้ดีที่สุดชนิดหนึ่ง บางครั้งหมอฟันจะใช้น้ำมันกานพลูแทนยาที่มีฤทธิ์แรงกว่า เช่น Novocain โดยทาน้ำมันกานพลูบริเวณที่ปวดในช่องปากได้โดยตรง (หากน้ำมันกานพลูเข้มข้นเกินไปอาจทำให้เจือจางด้วยการผสมน้ำมันมะกอก) นอกจากนี้อาจใช้วิธีอมกานพลูทั้งชิ้นไว้ในปากบริเวณที่ปวดก็ได้ จะทำให้รู้สึกชาอย่างรวดเร็ว และอยู่นานกว่า 90 นาที หรือนำดอกกานพลูมาทุบแช่น้ำเหล้าขาว แล้วชุบสำลีอุดฟันซี่ที่ปวด 4. น้ำมันกระเทียม ใช้สำลีชุบน้ำมันกระเทียมทาบริเวณที่ปวดฟัน จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้เหมือนกัน   5. ดาวเรือง ใช้ดอกแห้งประมาณ […]