“ตากระตุก” เวลาไหนร้าย-ดี ตามความเชื่อโบราณ ลางบอกเหตุตากระตุก

“ตากระตุก” เวลาไหนร้าย-ดี ตามความเชื่อโบราณ

"ตากระตุก'' เวลาไหนร้าย-ดี ตามความเชื่อโบราณ

“ตากระตุก” เวลาไหนร้าย-ดี ตามความเชื่อโบราณ ลางบอกเหตุตากระตุก

ในบทความนี้ เลขเด็ดออนไลน์ จะพาเพื่อนๆไปเปิดความเชื่อโบราณเกี่ยวกับ “เรื่องตากระตุก หรือ ตาเขม่น” ที่เล่าต่อกันมาช้านานว่า หากตาขวากระตุกร้าย – ตาซ้ายกระตุกดี แต่ทั้งนี้ จะดีหรือร้ายแบบที่เขาว่าจริงอย่างไรนั้น ตามมาพิสูจน์พร้อมกันเลย

 

"ตากระตุก'' เวลาไหนร้าย-ดี ตามความเชื่อโบราณ

 

เขม่นในตอนเช้า นับจากตื่นนอนใกล้รุ่ง

ถ้าเขม่นในตาขวา : จักมีญาติมิตรต่างแดนมาหา
ถ้าเขม่นในตาซ้าย : จักมีปากเสียงทะเลาะวิวาท หรือมีเรื่องเดือดร้อนมาสู่

เขม่นในตอนสาย นับจากเวลา 9.00 – 12.00 หรือเที่ยงวัน

ถ้าเขม่นนัยน์ตาขวา : ญาติมิตรต่างแดนหรือต่างจังหวัดจะนำลาภมาให้
ถ้าเขม่นนัยต์ตาซ้าย : จะเกิดเรื่องไม่ดีงามภายในครอบครัว

 

 

เขม่นในตอนบ่าย  พ้นจากเที่ยงวัน – 16.00 น.

ถ้าเขม่นนัยน์ตาขวา : การที่คิดไว้หรือกำลังทำอยู่จะประสบผลสำเร็จ
ถ้าเขม่นนัยน์ตาซ้าย : จะมีเพศตรงข้ามกล่าวขวัญถึงหรืออาจมาหา

เขม่นในตอนเย็น ตั้งแต่ 17.00 – 19.00 น.

ถ้าเขม่นนัยน์ตาซ้าย : จะมีญาติหรือเพื่อนสนิทที่อยู่ห่างไกลมาเยี่ยม
ถ้าเขม่นนัย์น์ตาขวา : จักได้พบญาติหรือมิตรสหายที่จากกันไปนานโดยไม่นึกไม่ฝัน (และไม่ต้องการหรือเปล่า?)

เขม่นในตอนกลางคืน 19.00 เป็นต้นไป

ถ้าเขม่นนัยน์ตาซ้าย : จักมีข่าวดีมาถึงในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น หรือจักได้ลาภจากผลงานที่ทำไว้
ถ้าเขม่นนัยน์ตาขวา : จักมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับคนในครอบครัว

 

ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อไปพบแพทย์  แพทย์ได้บอกให้ฟังว่า “อาการตากระตุก” แบ่งได้เป็น 2 กรณี คือ เปลือกตากระตุก และลูกตากระตุก

เปลือกตากระตุก อาจเกิดจากนิสัยความเคยชินในวัยเด็ก : เด็กบางคนสามารถกระตุกเปลือกตาและใบหน้าเป็นครั้งคราวได้ และสามารถหยุดได้ทันทีเมื่อต้องการหยุด อาการจะหายไปได้เมื่อโตขึ้น นอกจากนั้นอาจเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ มักพบในคนสูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป เกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย จะมีอาการเปลือกตา ค่อยๆ บีบตัวเกร็งทีละน้อยจนกลายเป็นหลับตาแน่นมากทั้งสองตา เกิดเป็นครั้งคราว  ขณะหลับจะไม่มีอาการ  หากทิ้งไว้นาน ความรุนแรงและความถี่จะมากขึ้นจน กลายเป็นตาปิดตลอด ทำให้สูญเสียการมองเห็นได้

กล้ามเนื้อตา : เปลือกตากระตุกอีกชนิด เกิดจากกล้ามเนื้อตาและกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้ากระตุก มักเกิดจากเส้นเลือดในสมองโป่งพอง หรือมีเนื้องอกกดเส้นประสาทที่มาเลี้ยงเปลือกตา จะมีอาการบีบเกร็งของกล้ามเนื้อเปลือกตาและกล้ามเนื้อใบหน้าครึ่งซีกอาการเกร็ง จะคงอยู่แม้ขณะหลับจะมีอันตรายต้องได้รับการผ่าตัด

ตากระตุก : เป็นอาการกระตุกของลูกตาเป็นจังหวะด้วยทิศทางและความแรงแตกต่างกันออก ไปเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น เกิดขึ้นภายใน 2-3 เดือนแรกหลังคลอดหากลูกตากระตุกเท่าๆ กันในตาทั้งสองข้างอาจร่วมกับการมีศีรษะสั่นด้วย ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็น นอกจากนี้ยังพบได้จากการล้าของกล้ามเนื้อตาทำให้ตากระตุก กลุ่มนี้ไม่มีปัญหา อะไรหายเองได้ แต่หากอาการตากระตุกเป็นอยู่นานๆ ควรต้องไปพบแพทย์ เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุของโรคจะได้แก้ไขอย่างถูกต้องต่อไป

 

 

 

ติดตามอ่านความเชื่อ และคำทำนายแม่นๆแบบนี้ได้ใหม่ที่ www.lekdedonline.com

 

เลขเด็ดออนไลน์ ตรวจผลหวยรัฐบาล หวยลาว หวยฮานอย หวยมาเลย์ แนวทางหวย รวบรวมทุกอย่างครบจบในเว็บเดียวเพื่อความสะดวกสบาย และยังมี วิธีการขอหวย สถานที่ขอหวยที่ศักดิ์สิทธิ์ในประเทศไทยรวบรวมมให้ผู้ที่สนใจได้เข้ามาอ่านศึกษากันอย่างครบครัน แนวทางที่ทางเว็บเรานำมาแบ่งปันให้คนรักหวยได้ชม.

*** ดวงรายวัน เลขเด็ดมงคล เลขมงคล เลขเสี่ยงทาย ดูดวงจากตัวเลข ทำนายฝัน ***

ต้องที่นี่ >>> เลขเด็ดออนไลน์ <<<

 

 

ขอบคุณแหล่งที่มา : gangbeauty

ขอบคุณ ภาพสวยๆ จาก : Pixabay

เรื่องน่าสนใจ

เปิดพระเครื่อง ของขลังคู่กาย ขุนพันธ์ รักษ์ราชเดช

เปิดพระเครื่อง ของขลังคู่กาย ขุนพันธ์ รักษ์ราชเดช

เปิดพระเครื่อง ของขลังคู่กาย ขุนพันธ์ รักษ์ราชเดช   วันนี้ เลขเด็ดออนไลน์ จะพามาทำความรู้จักกับ ประวัติของ ขุนพันธ์ รักษ์ราชเดช ย้อนตำนาน ความเชื่อ เกี่ยวกับ ของขลังคู่กาย “ขุนพันธ์” มือปราบจอมขมังเวท ที่เหล่าโจรเกรงกลัว จะมีพระเครื่อง เครื่องรางอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลย..   ขุนพันธ์ พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช (บุตร พันธรักษ์) อดีตนายตำรวจชื่อดัง มีชื่อเสียงมากในการปราบโจรร้ายในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย ในภาคกลางจะมีกลุ่มโจรตั้งตนเป็นเสือก่อนออกปล้นประชาชนจะหลบหนีอาศัยอยู่ตามภูเขา เช่น เสือฝ้าย เสือย่อง เสือผ่อน เสือครึ้ม เสือปลั่ง เสือใบ เสืออ้วน เสือไหว เสือมเหศวร ที่พัทลุง ปราบ เสือสัง หรือ เสือพุ่ม ที่นราธิวาส ปราบผู้ร้ายทางการเมือง ในปี พ.ศ. 2481 หัวหน้าโจรชื่อ “อะเวสะดอตาเละ” จนท่านได้ฉายาจากชาวไทยมุสลิมว่า “รายอกะจิ” ซึ่งแปลว่า “อัศวินพริกขี้หนู”     และยกเว้นคนเดียวที่ ขุนพันธรักษ์ราชเดช ไม่ได้ทำการจับกุม แต่แลกกับอิสระภาพนั้นคือ เสือดำ โดยใช้ร่างลูกน้องของเสือดำเองที่เสียสละชีพว่าเสือดำถูกสังหารแล้ว ภายหลังจึงทราบว่า ตัวตนเสือดำยังมีชีวิตอยู่ โดย เสือไบ เสือมเหศวร ได้พบเจอกันช่วงอายุมากแล้ว […]

คาถาบูชาพระพุทธชินสีห์ เสริมสร้างดวงชะตา และขอพรให้ชีวิตปราศจากอุปสรรคทั้งหลาย

คาถาบูชาพระพุทธชินสีห์ เสริมสร้างดวงชะตา และขอพรให้ชีวิตปราศจากอุปสรรคทั้งหลาย

คาถาบูชาพระพุทธชินสีห์ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร จังหวัดกรุงเทพมหานคร พระพุทธชินสีห์ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย จัดอยู่ในศิลปะสุโขทัย หมวดพระพุทธชินราช ถือเป็นหนึ่งในพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองตั้งแต่ครั้งอดีต และยังเป็นพระประจำหรับผู้ที่เกิดในเดือนหกไทย (เดือนเมษายน – เดือนพฤษภาคม) เนื่องจากพระพุทธชินสีห์สร้างขึ้นจำลองจากเหตุการณ์ คราวเมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเผชิญกับหมู่มารซึ่งมาขัดขวางไม่ให้พระองค์ทรงตรัสรู้ ก่อนจะทรงมีชัยเหนือพญามารทั้งหลายในที่สุด พระพุทธชินสีห์จึงเป็นพระที่ให้คุณในด้านของการเสริมสร้างดวงชะตา และขอพรให้ชีวิตปราศจากอุปสรรคเภทภัยทั้งหลาย นอกจากนี้ ใต้แท่นประดิษฐานของพระพุทธชินสีห์ ยังเป็นสถานที่บรรจุพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพรักยิ่งของชาวไทยอีกด้วย คาถาบูชาพระพุทธชินสีห์ มาดูประวัติความเป็นมากันเลย ประวัติความเป็นมา จากพงศาวดารเมืองเหนือ ซึ่งเป็นเอกสารเล่าเรื่องตำนานเมืองเหนือในสมัยกรุงศรีอยุธยา กับลักษณะศิลปะของพระพุทธชินสีห์ ทำให้สันนิฐานได้ว่าพระพุทธชินสีห์ น่าจะถูกสร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 หรือในช่วงสมัยสุโขทัย ในคราวเดียวกับที่สร้างพระพุทธชินราช ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเช่นกัน เดิมที พระพุทธชินสีห์ประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก จนกระทั่งปี พ.ศ. 2372  สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ ทรงสร้างวัดบวรนิเวศราชวรวิหารขึ้น และได้โปรดให้อัญเชิญพระพุทธชินสีห์มาประดิษฐานตราบจนปัจจุบันนี้ คาถาบูชาองค์พระ (ตั้งนะโมฯ 3 จบ) นะโมพุทธายะ พระพุทธไตรรัตนญาณ […]

3 ความเชื่อสำคัญชาวจีนโบราณเรื่องการกินเจ

3 ความเชื่อสำคัญชาวจีนโบราณเรื่องการกินเจ

3 ความเชื่อสำคัญชาวจีนโบราณเรื่องการกินเจ   การกินเจ อยู่คู่ความเชื่อชาวจีนโบราณมานานแสนนาน เพราะคนเฒ่าคนแก่สมัยก่อน ตระหนักเรื่องสุขภาพ บาปบุญ เชื่อว่ากินเจ จะลดกรรมแล้วทำให้สุขภาพดี ฉะนั้นในแต่ละพิธีกรรม การห้ามต่าง ๆ จะแฝงความเชื่อไว้มากมาย และมี ที่มาที่ไปอย่างไร บทความนี้ เลขเด็ดออนไลน์ จะเสนอ..  เสาโกเต้ง ทุกปีก่อนเทศกาลกินเจกรรมการศาลเจ้าโรงเจจะเฟ้นหาลำไม้ไผ่ที่ปราศจากรอยตำหนิ มีลักษณะ ตรง และจำนวน 36 ปล้องบนไม้ไผ่ลำเดียวกัน โดยนับจากปล้องที่โคนต้นกำหนดปล้องแรก ความเชื่อจากชาวจีน โบราณเชื่อว่าปล้องแรกมีความหมายว่าเกิด ปล้องที่สองมีความหมายว่าแก่ ส่วนปล้องที่สามและสี่คือเจ็บและตายตาม ลำดับและวนกลับมานับเกิดใหม่ในปล้องที่ห้า จนกระทั่งสิ้นสุดที่ปล้องที่ 36 จะนับเกิดใหม่และมีวงรอบครบเก้ารอบ เท่ากับจำนวนเดือนเก้าตามปฏิทินจันทรคติ ขณะหาลำไม้ไผ่ที่ว่าบางครั้งหายากมาก แต่ความเชื่อชาวจีนโบราณเชื่อว่า เทพเจ้าจะดลใจให้หาพบแล้วแขวนตะเกียงทั้งเก้าบูชาฟ้าดิน ความเชื่อชาวจีนโบราณเชื่อว่าเสาโกเต้งจะต้องมีสามสิบ หกปล้องเพราะคือตัวแทนจำนวนชั้นฟ้าทั้งสามสิบหก เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะเทพเจ้าจะอาศัยเสาโกเต้งเดินทางลงสู่ โลกมนุษย์ สีเหลืองแดง ก่อนวันแรกเทศกาลกินเจผู้ที่ศรัทธาพิธีกินเจจะร่วมพิธีอันเชิญเสาโกเต้งเพื่อความเป็นมงคล ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ด้านข้างแท่นบูชาเทวดาฟ้าดินแต่ละศาลเจ้าหรือโรงเจ เวลาค่ำคณะกรรมการประจำปีที่ได้รับอาสาจะ เตรียมเครื่องเซ่นไหว้รับเทพเจ้าทั้งเก้าลงมาประทับในศาลเจ้า แล้วเริ่มใช้สีบนสัญลักษณ์ธงเจมีสีเหลือง ความเชื่อคน จีนจะใช้สีเหลืองกับพิธีศักดิ์สิทธิ์ พิธีกรรมที่ใช้การร่ายเวทย์มนต์ การขบเป่าสิ่งชั่วร้าย ดังนั้นคนจีนโบราณเชื่อว่าสี เหลืองจะขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกไปจากคนที่ร่วมพิธีกินเจ นอกจากนี้สีเหลืองเองคือสีที่เป็นตัวแทนแห่งอำนาจ […]

ฝังเสาหลักเมืองด้วยการสังเวยคนทั้งเป็น..ตำนานที่น่าสะพรึงกลัว

ฝังเสาหลักเมืองด้วยการสังเวยคนทั้งเป็น..ตำนานที่น่าสะพรึงกลัว

ฝังเสาหลักเมืองด้วยการสังเวยคนทั้งเป็น..ตำนานที่น่าสะพรึงกลัว   ฝังเสาหลักเมืองด้วยการสังเวยคนทั้งเป็น..ตำนานที่น่าสะพรึงกลัว “อิน จัน มั่น คง”เพื่อให้วิญญาณคอยเฝ้ารักษาป้องกันภัย ตลอดไป.. บันทึกตามตำนาน อิน จัน มั่น คง ได้เผยเรื่องราวที่เล่าสืบกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โบราณถือว่าพิธีสร้างพระนครหรือสร้างบ้าน สร้างเมือง ต้องฝังอาถรรพ์ ๔ประตูเมือง ต้องฝังเสาหลักเมือง การฝังเสาหลักเมืองและเสามหาปราสาท ต้องเอาคนที่มีชีวิตทั้งเป็น ลงฝังในหลุม เพื่อให้เป็นผู้เฝ้าทวารมหาปราสาทบ้านเมือง ป้องกันอริราชศัตรูมิให้มีโรคภัย ไข้เจ็บเกิดแก่เจ้าฟ้ามหากษัตริย์ผู้ครองนครบ้านเมือง ในการทำพิธีกรรมดังกล่าว ต้องเอาคนที่ชื่อ อิน จัน มั่น คง มาฝังลงหลุม จึงจะศักดิ์สิทธิ์และขณะที่นายนครวัดเที่ยวเรียกชื่อ อิน จัน มั่น คง ไปนั้น ใครโชคร้ายขานรับขึ้นมาก็จะถูกนำตัวไปฝังในหลุม หลุมเสาหลักเมืองนั้น จะผูกเสาคานใหญ่ชักขึ้นเหนือหลุมนั้นในระดับสูงพอสมควร โยงไว้ด้วยเส้นเชือกสองเส้นหัวท้ายให้เสาหรือซุงนั้นแขวนอยู่ตามทางนอนเหมือนอย่างลูกหีบ ครั้นถึงวันกำหนดที่จะกระทำการอันทารุณนี้ ก็เลี้ยงดูผู้เคราะห์ร้ายให้อิ่มหนำสำราญแล้ว แห่แหนนำไปที่หลุมนั้น พระเจ้าแผ่นดินมีรับสั่งให้บุคคลทั้งสามนั้นเฝ้าประตูเมืองไว้ด้วย และให้เร่งแจ้งข่าวให้รู้กันทั่ว เมื่อคนมาชุมนุมกันเขาก็ตัดเชือกปล่อยให้เสาหรือซุงหล่น ลงมาบนศีรษะผู้เคราะห์ร้าย ผู้ตกเป็นเหยื่อของการถือโชคถือลางนั้น บี้แบนอยู่ในหลุม     โดยคนไทยโบราณเชื่อว่าผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้จะกลายสภาพเป็นอารักษ์จำพวกที่เรียกว่า ผีราษฎร […]